The Soundtracks of my love

posted on 23 Sep 2010 03:10 by jinging

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ของนิ้วกลมจบ ก็เกิดอาการอยากจะเขียนบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา นอกจากความรู้สึก ณ ขณะอ่านที่ว่าทำไมนิ้วกลมกับชิงชิงถึงได้เป็นคู่ที่น่ารักและรักกันได้ขนาดนี้แล้ว อีกความรู้สึกนึงที่เกิดขึ้นกับเราคงเป็นการนึกถึงเพลงรักประกอบชีวิตของตัวเอง

หนังสือเล่มนี้ซื้อมาเมื่อเดือนมีนาปี 52 จากมือของพี่เอ๋ นิ้วกลมโดยตรง พร้อมลายเซ็นต์ที่เขียนว่า “ผสมสีสวยๆนะ” ตอนนั้นรู้สึกว่าหนังสือน่ารักดี อยากอ่าน แต่พอลองเปิดดูคร่าวๆ ก็เกิดอาการทำใจอ่านไม่ได้ขึ้นมา คงเพราะยังทำใจกับรักที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่ได้ เราขอเก็บไว้อ่านเมื่อถึงเวลาที่พร้อมจะอ่านน่าจะดีกว่า และแล้วมันก็ถูกเก็บอยู่ในกล่อง จนเราเกือบจะลืมมันไป

กันยา 53 การเตรียมเก็บของเพื่ออพยพย้ายถิ่นฐาน รวมถึงมีใครบางคนอยากอ่านหนังสือต่างๆของนิ้วกลม ประกอบกับการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันของคนกลุ่มหนึ่งที่พูดถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ความรู้สึกอยากอ่านกลับมาอีกครั้ง

เราอยู่กับหนังสือเล่มนี้ประมาณ 2 วัน อ่านไปก็นึกภาพตามไป บางทีน้ำตาก็ไหลไปพร้อมเรื่องราวที่ไม่สมหวังของนิ้วกลม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไปกับความรู้สึกลุ้น และหลายเรื่องราวที่ทำให้หัวใจพองโต รวมทั้งความรู้สึกหมั่นไส้แกมอิจฉา อาร๊ายยยยจะรักกันได้ขนาดนี้ เราเชื่อว่าบางทีคนข้างบนอาจจะดลบันดาลให้สองคนนี้มาเจอกัน แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นสองคนนี้ต่างหากที่เป็นคนช่วยกันสร้างขึ้นมา ถึงแม้ความไม่แน่นอนจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติกับโลกใบนี้ เรื่องราวในตอนนี้อาจไม่ใช่เรื่องราวในอนาคต แต่เราเชื่อว่าปัจจุบันสองคนนี้เป็นหนึ่งในคู่ที่น่ารักและน่าจะมีความสุขที่สุดแล้ว

ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ที่ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวดีๆ อีกหนึ่งเรื่องบนโลกใบนี้

ส่วนเพลงรักประกอบชีวิตของเราในช่วงเวลานี้ คงไม่พ้นเพลงนี้….

ชอบตอนนี้

คำร้อง/ทำนอง: Friday อัลบัม: Song for tomorrow

ราวกับเวทย์มนต์ดลใจฉันให้ยิ้มออก เหมือนปลดล็อคประตูหัวใจ

วันนี้ได้เจออะไรที่ขาดไปเสียที

ไม่อยากจะเชื่อว่าการได้พบและได้รู้จักเธอ

ทำให้ฉันเจอ เจออะไรแบบนี้

ฉันเข้าใจแล้วความรู้สึกที่เราเรียกว่าใช่

และเพิ่งเข้าใจว่าปาฏิหาริย์นั้นมี

ทุกอย่างดีเมื่อได้เจอเธอ เพราะมีเธอมันเลยพอดี

มันจะน้อยหรือมากก็ช่างมัน ฉันชอบอย่างนี้

ชอบตอนนี้ ชอบแบบนี้ แค่เท่านี้พอดีกับฉัน

ถูกอย่างไร ผิดอย่างไร เวลานี้คงไม่สำคัญ

ขอเพียงความรู้สึกของเธอ ที่มีลึกซึ้งกับฉัน

นั่นก็เพียงพอแล้ว

คงเหมือนกับวันอากาศดีที่ไม่มีเมฆบัง

ไม่ต้องระวังว่าฝนจะตกที่ไหน

จริงๆ ก็ไม่รู้หรอกว่านี่คือใช่หรือเปล่า

แต่ตอนนี้มันโอเคมันลงตัวสำหรับเรา

ทุกอย่างดีเมื่อได้เจอเธอ เพราะมีเธอมันเลยพอดี

มันจะน้อยหรือมากก็ช่างมัน ฉันชอบอย่างนี้

ชอบตอนนี้ ชอบแบบนี้ แค่เท่านี้พอดีกับฉัน

ถูกอย่างไร ผิดอย่างไร เวลานี้คงไม่สำคัญ

ขอเพียงความรู้สึกของเธอ ที่มีลึกซึ้งกับฉัน

นั่นก็เพียงพอแล้ว

เป็นอะไรที่ไม่ต้องพยายาม ฉันและเธอเข้าใจ

จะเก็บความรู้สึกที่มีเอาไว้ อยู่ในหัวใจ

ชอบตอนนี้ ชอบแบบนี้ แค่เท่านี้พอดีกับฉัน

ถูกอย่างไร ผิดอย่างไร เวลานี้คงไม่สำคัญ

ขอเพียงความรู้สึกของเธอ ที่มีลึกซึ้งกับฉัน

นั่นก็เพียงพอแล้ว…..

เหตุเกิดจากความเห่อ

posted on 23 Aug 2010 02:36 by jinging

Blog ต้องมีสาระไหม จำเป็นไหมที่เขียน blog แล้วต้องมีคนเข้ามาอ่าน แล้วสิ่งที่เราเขียนจะให้อะไรกับคนที่เข้ามาอ่านได้ไหม ถ้าเราแค่อยากจะเขียนอะไรก็ได้ จะเป็นอะไรไหม

นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งเวลาจะเขียน blog ยกเว้นการเขียนครั้งนี้และน่าจะเกิดขึ้นในการเขียนครั้งต่อๆไป เพราะการเขียนครั้งนี้เกิดจากความรู้สึกเห่อ….

เห่อ 1: เกิดจากวันก่อน เราเข้าไปอ่าน website หนึ่งอย่างละเอียด เรียกได้ว่าทุกซอกทุกมุม และมีมุมหนึ่งที่อยู่ส่วนบนๆของ web มันคือ About กว่าจะมาเป็น web ก็มาจากแรงบันดาลใจ ความตั้งใจ แต่ที่สำคัญที่สุดคงไม่พ้นความรู้สึกอยากจะทำ!! แล้วเราล่ะ สิ่งที่เราอยากจะทำในโลก  internet คืออะไร จริงด้วยเรามี blog อยู่ที่ exteen!

เห่อ 2: เกิดขึ้นเมื่อวาน เนื่องจากเราได้จับเข็มโครเชต์ และไหมพรมอีกครั้งในรอบ 10 กว่าปี การเรียนรู้สิ่งเก่าครั้งใหม่คราวนี้ สนุกมาก!! ทำไมเราถึงทิ้งมันไป ทำไมเราถึงไม่ทำต่อ และทำไมมันถึงห่างหายไปจากชีวิตเรา นั่นสิ ทำไม!!

เห่อ 3: เกิดขึ้นวันนี้จากการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง คนเขียนบอกกับเพื่อนที่เขียนจดหมายโต้ตอบกันในหนังสือเนื้อหาประมาณว่าจดหมายของเธอเต็มไปด้วยถ้อยคำของคนอื่น จนเราเกือบจะลืมไปแล้วว่าเรากำลังคุยกับใครอยู่ ไม่จำเป็นต้องหยิบยกถ้อยคำสวยหรู หรือวลีเด็ดจากคนดังขึ้นมาเขียนในจดหมายหรอก เพราะ คำพูดของเธอสวยงามอยู่แล้ว

นั่นสิ  ทำไม blog ต้องมีคำพูดสวยหรู หรือมีอะไรมากมาย อยากจะเขียนอะไรก็เขียนไปเถอะ! 

และทั้งหมดก็เป็นสาเหตุของการเขียน blog ในวันนี้ เพราะครั้งหนึ่ง blog นี้ก็เกิดจากความเห่อ!

ปล.

เห่อ 1  influenzer.com

เห่อ 2 โครงการถักเถิดชาวเรา ที่ชวนกันไปถักตุ๊กตาไหมพรมเพื่อใช้ในคาราวานหนอนหนังสือ

เห่อ 3 หนังสือระยะทางอันห่างใกล้ ของนิ้วกลมและพิมปาย

การเดินทางที่ดีที่สุด คือการเดินทางที่ช้าที่สุด 

 

เพราะความสำคัญของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย แต่อยู่ระหว่างทางที่ไป และการได้รู้จักสิ่งใหม่ๆในชีวิตอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ ท่านว่าไว้อย่างนั้น

 

อาทิตย์ก่อน เราได้มีโอกาสนั่งรถไฟสายใต้ ชั้นสอง ตู้นอนพัดลม กรุงเทพ-สุไหงโกลก เพื่อเดินทางไปทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ขาไปใช้เวลา 15 ชั่วโมง ดูแล้วใช้เวลานานแต่บรรยากาศสองข้างทาง และเพื่อนร่วมทาง ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ยาวนานเลยแม้แต่น้อย

 

การนั่งรถไฟครั้งนี้ทำให้เรานึกไปถึงการนั่งรถไฟสมัยไปค่าย ครั้งแรกนั่งสายอีสานไปศรีสะเกษ ครั้งที่สองนั่งสายเหนือไปลำพูน ตอนนั้นเราคิดว่ารถไฟมีชั้นเดียวคือชั้นสาม เพราะถ้าไปค่ายก็ต้องนั่งชั้นสามเป็นปกติ ยังนึกไปถึงเพื่อนที่อยู่ภาคใต้แล้วต้องนั่งรถไฟกลับบ้านหลายๆชั่วโมงคงจะลำบากน่าดู นึกแล้วก็ขำ จริงๆ ถ้านั่งรถไฟตู้นอน โดยเฉพาะแบบปรับอากาศจะสบายมาก เพราะขากลับจากพัทลุงเราก็นั่งแบบปรับอากาศกลับ สบายจนไม่อยากตื่น แต่ยังไงเราก็ชอบนั่งแบบพัดลมมากกว่าอยู่ดี เพราะการดูวิวสองข้างริมหน้าต่างพร้อมลมโกรก กินอาหารอร่อยของแต่ละสถานี มันทำให้มีความสุขมาก จนแทบไม่อยากให้ถึงสถานีเลย

 

ถึงความสะดวกสบายระหว่างการเดินทาง จุดหมายปลายทาง และเพื่อนร่วมทางจะต่าง แต่ความรู้สึกกับการนั่งรถไฟ ไม่ว่าตอนนี้หรือว่าตอนไหน ก็ไม่ได้ทำให้ความประทับใจของเราต่างออกไปเลย   

 

บางคนเปรียบชีวิตตัวเองว่าเป็นเหมือนกับการนั่งรถไฟ ที่ผ่านมาหลายสถานี มีผู้โดยสารขึ้นๆลงๆ บางคนลงจากรถไปแล้ว บางคนยังร่วมทางกันอยู่ในโบกี้เดียวกัน ส่วนบางคนกำลังจะขึ้นมา ก็คงเหมือนกับคนหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา บางคนที่เคยร่วมทางกันมา แต่ก็ไปกันได้ไม่ถึงปลายทาง อาจเพราะจุดหมายปลายทางที่ต่างกัน แต่คนเหล่านั้นก็ล้วนอยู่ในความทรงจำของเราไม่ได้จากไปไหน

ถ้าชีวิตเราคือการเดินทาง การเดินทางโดยรถไฟ ก็คงจะมีเรื่องราวระหว่างทางที่น่าสนใจเต็มไปหมด เราไม่จำเป็นต้องไปถึงจุดหมายเร็วนักก็ได้ เพราะบางทีมันอาจเหนื่อยเกินไป และเมื่อไปถึงแล้ว เราเองก็ไม่รู้ว่าจะมีใครที่รออยู่ตรงนั้น แวะข้างทางบ้าง ทักทายและทำความรู้จักเพื่อนร่วมทางที่ต่างออกไป ชีวิตก็มีสีสันดีไม่น้อย

 

การเดินทางครั้งใหม่ จะเป็นแบบไหน ผู้ร่วมเดินทาง จะเป็นใคร เราเองก็ไม่รู้ แต่ไม่ว่ายังไง เราก็ยังต้องเดินทางต่อไปไม่ใช่หรือ บางทีถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ตามคติรถไฟไทยก็ดีเหมือนกัน : )